เกาะลิบง...ในวันสบาย
เรื่อง - ถ่ายภาพ พอพล นนทภา
เขียน 9 ก.พ.2547

 
 

 
            นกหัวโตกินปู " นกน้ำลึกลับแห่งอันดามัน " คงไม่มาเยือนท้องทะเลไทยอีกแล้ว
ผมคิดเช่นนี้จริง ๆ นกที่พบบนชายหาดเกาะลิบงครั้งสุดท้ายก็เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว เมื่อนึก
ย้อนกลับไปครั้งนั้นที่ลิบงคงเงียบสงบมากพอที่นกหายากชนิดนี้จะมาเยือนได้บ่อย ๆ และ
หากมีการพบนกลึกลับนี้อีกคงเป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดอีกครั้งของแวดวงคนดูนกบ้านเราที่จะ
มีโอกาสได้เห็นนกอพยพที่มีนิสัย ถิ่นที่อยู่ และเส้นทางการอพยพที่ไม่เหมือนนกชายเลน
ใด ๆ ในโลก แต่ถึงอย่างไรเมื่อผมมีโอกาสมาลิบงผมอดฝันแบบเลือนลางไม่ได้ทุกที
             การมาเยือนลิบงของผมในวันนี้จะว่าจับพลัดจับผลูก็คงไม่ผิดนัก กับเวลาว่าง
หนึ่งวันในตรังที่มิอาจกำหนดเวลาได้ ก่อนมาที่นี่ผมโทรสอบถามข้อมูลกับทางเขตห้าม
ล่า ฯ ก่อนแล้วว่าช่วงเวลาที่ผมจะไปถึงคงพบเห็นแต่ผืนน้ำที่ท่วมสันดอนทรายจนนกฝูง
ใหญ่พากันบินไปจุดอื่น หรือไม่ก็เกาะพักตามกิ่งหรือยอดไม้ หากไม่ไปดักซุ่มตั้งแต่เช้า
ในบังไพรเพื่อรอดูนกในระยะใกล้ที่จะหนีน้ำขึ้นสูงมาบนสันดอนในตอนสาย คงป่วยการ
ที่จะขึ้นหาดตูบพื้นที่ที่ต้องขออนุญาตกับทางเขต ฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเลือกที่จะไม่ไป
ยังหาดตูบหากเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม  การมาเยือนในครั้งนี้สำหรับผมจึงเป็นการเดิน
ทางในวันสบายอีกวันหนึ่ง..เกาะลิบงในวันสบาย

 
 


เกาะลิบงทางด้านทิศเหนือเมื่อมองจากทางหาดยาว

 
 


รถตู้เอื้ออารี..
         
เกือบสิบโมงเช้า กว่าที่ผมจะได้ออกจากตัวเมืองตรัง ตรงนี้เป็นจุดขึ้นรถตู้ของ
บริษัทอุดมโชค ที่หากใครจะขึ้นรถไปยังหาดปากเมง หาดยาว หรือหาดเจ้าไหม ก็มักจะ
มาขึ้นรถที่นี่ ผมซื้อตั๋วราคา 40 บาทเป็นค่าโดยสารไปหาดยาวจุดที่ผมเลือกจะขึ้นเรือ
ไปยังเกาะลิบง นั่งรออยู่ราวครึ่งชั่วโมงกับผู้โดยสารอื่น ๆ มีทั้งหญิงสาวที่เอาแต่นั่งเหม่อ
เหมือนกำลังคิดถึงใคร คุณตากับคุณยายกับสัมภาระกองใหญ่ และหนุ่มผมยาวเหมือน
นักร้องเพลงเพื่อชีวิตกับกระเป๋าใบโต ถึงเวลารถออกผมก็มีเพื่อนรวมเดินทางในครั้งนี้
รวมแปดคน ระยะทางถึงหาดยาวที่ผมถามคนขับรถอัธยาศัยดีได้ความมาว่าผมจะใช้
เวลาในการเดินทางครั้งนี้ราวหนึ่งชั่วโมงกับระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร 

 
 

เพื่อนร่วมเดินทางขณะนั่งรอในรถตู้ ที่ท่าออกรถบริเวณตลาดท่ากลาง

 
 

              รถเคลื่อนตัวออกผ่านทางหลวงหลักก่อนจะแยกเข้าสู่ถนนลาดยางสองเลน
อันเป็นเส้นทางไปสู่หาดยาว หาดเจ้าไหม หาดหยงหลิง รวมไปถึงสามารถแยกไปปากเมง
ที่มีท่าเรือหลักด้านการท่องเที่ยวของตรังได้ ทว่าการจะเดินทางไปยังแหลมจูโหยควรขึ้น
จากท่าหาดยาว หรือหาดเจ้าไหมที่อยู่ติด ๆ กันจะมีระยะทางสู่จุดหมายที่ใกล้กว่า
                 รถวิ่งมาไกลโข สองข้างทางที่ผ่านมาจะเป็นสวนยางเสียส่วนใหญ่ ผ่านชุมชน
ที่เป็นทั้งไทยพุทธ และไทยมุสลิม พอถึงชุมชนเล็ก ๆ ที่มีบ้านไม่กี่หลังตากับยายที่นั่งอยู่
ด้านหน้าก็บอกให้รถหยุด หนุ่มคนขับวิ่งมาเปิดประตูให้ ช่วยยกลังกระดาษลงวาง มีหมา
สองตัววิ่งกระดิกมารับ เขาหิ้วรังไปวางที่หน้าบ้านที่อยู่ไม่ห่างถนน ลูบหัวหมา แล้วเดินมา
พูดคุยกับตายายอย่างคุ้นเคย
                 ด้านหลังบ้านตายายนั้นครึ้มด้วยร่มเงาของสวนยางพารา บ้านดูเงียบ แกคงจะ
อยู่กันเพียงสองคน สวนยางก็เงียบ ความสุขของผู้คนในชนบทคงไม่มีสิ่งใดดีเท่ากับการ
ได้เห็นความสำเร็จในการศึกษาของลูกหลาน แม้บางทีอาจส่งลูกมาเรียนไกลถึงกรุงเทพ
รถเคลื่อนตัวออกผมหันกลับไปมองสองผู้สูงอายุที่กำลังโบกมือให้รถ  ผมมองเห็นรอยยิ้ม
...มองเห็นนัยน์ตาเหงา

                รถวิ่งไปอีกไกล ผู้โดยสารทยอยลง หนุ่มผมยาวลงเป็นคนเกือบท้าย แต่ทุกครั้ง
ที่รถจอดหนุ่มคนขับจะวิ่งมาเปิดประตู ช่วยยกของ และพูดคุยอย่างเป็นกันเองเสมอ ตอนนี้
จึงเหลือหญิงสาวร่างบอบบางที่นั่งอยู่หน้าผม เธอนั่งเป็นเพื่อนร่วมทางผมได้ไม่นานก็ถึง
จุดหมาย บริเวณนั้นเป็นหน้าโรงเรียนชุมชนมีบ้านอยู่หลายหลัง ชายหนุ่มช่วยหิ้วกระเป๋า
ข้ามถนนไปอีกฟาก เขาพูดอะไรสองสามคำ หญิงสาวยิ้ม แล้วเขาจึงวิ่งกลับมาประจำที่
ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกเขาหัวมายิ้มให้ผมทีหนึ่ง " เหลืออีกแปดกิโลครับพี่เดี๋ยวก็ถึง" 
เขาพูดบอกเป็นสำเนียงทองแดง ผมยิ้มรับพร้อมกับพึมพำในใจ " รถตู้เอื้ออารี"

                 รถตู้เอื้ออารีวิ่งไปได้ราวสามกิโลเมตรคราวนี้จอดอย่างนิ่มนวลหน้าบ้านหลัง
หนึ่ง " รอปะเดี๋ยวนะครับ " เขาหันมาบอกผมก่อนจะเปิดประตู แล้วเดินมาด้านหลังรถ
เปิดฝากระโปรงหลังรถยกขึ้น เขาดึงรังใบโตออกมาจากด้านหลังแล้วแบกเดินไปยังบ้าน
หลังเล็กริมถนน ที่ขณะนี้มีหญิงสาวหน้าคมเข้มเดินออกมารับ หน้าบ้านหลังนั้นเปิดกว้าง
มองเห็นบานกระจกเงาสองบาน เห็นเครื่องสำอางวางเกะกะ ที่หน้าบ้านมีป้ายเขียนไว้ว่า
" ร้านเสริมสวย " และรูปตรงลังใบใหญ่บนบ่าชายหนุ่มนั้นเป็นภาพโคมรูปไข่ของเครื่อง
อบผมที่เคยเห็นคุ้นตาตามร้านทำผม
                 เขาเปิดกล่องให้หญิงสาวดู ท่าทางเธอดีใจมาก หญิงสาวคนนี้ต้องเป็น "ญาติ
สนิท" ของเขาแน่ ๆ ทั้งคู่คุยไปยิ้มไปราวห้านาที ชายหนุ่มจึงหันมาที่รถมองผมแล้วยิ้ม
อีกครั้งครู่เดียวก็เดินฉีกยิ้มมานั่งประจำที่ แล้วผิวปากเป็นทำนองเพลงลูกทุ่งคุ้นหู " เหนื่อย
ไหมคนดีมีพี่เป็นแฟน ยอมรับในความขาดแคลน.."
จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกอย่างนิ่มนวล
กว่าทุกครั้งและเร็วขึ้น เร็วขึ้น..ราวกับหัวใจของเขากำลังติดปีกบิน
               

 
 

บริเวณท่าเรือที่ผมมาขึ้นเรือ บริเวณหาดยาว และหาดเจ้าไหมที่อยู่ไม่ห่างกัน

 

มุ่งสู่แหลมจูโหย..
                 รถตู้วิ่งส่งผมที่สุดสายท่าหาดยาวอันเป็นจุดขึ้นเรือเหมาลำของชาวบ้านไปยัง
แหลมจูโหยที่ตั้งของเขตห้ามล่า ฯ เกาะลิบง ดูตามแผนที่และข้อมูลแล้วท่าบริเวณนี้จะใกล้
เขตห้ามล่า ฯ มากที่สุด บริการเรือหางยาวของชาวบ้านลำเขื่องจะใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง
" เจ็ดร้อยแล้วกันนะผมมาคนเดียวเองไม่หนักเรือหรอก " ป้าผู้จัดการส่วนตัวของลุงคนขับ
เรือทำเหมือนคิดหนักพอเป็นพิธีก่อนจะตอบตกลง สำหรับการไปส่งที่จูโหยให้ผมได้เดิน
เล่นและจะพาผมวนรอบหาดตูบดูนกชายเลนตัวกะจิ๋วบนกิ่งไม้
                 บริเวณหาดยาว และหาดเจ้าไหมที่อยู่ชิดกันนี้ที่จริงตั้งอยู่ปากแม่น้ำ เห็นเขา
เจ้าไหมตั้งตระหง่าน ผมเดินตามสะพานไม้ไปขึ้นเรือ ตอนเรือเคลื่อนตัวออกแอบชำเลือง
ไปที่ท่ารถ รถตู้เอื้ออารีไม่อยู่เสียแล้ว ป่านนี้ชายหนุ่มคงจะง่วนอยู่กับการประกอบเครื่อง
อบผมอย่างไม่ต้องสงสัย เรือวิ่งเอื่อยไปบนริ้วคลื่นอ่อน ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์เช่นนี้ยัง
มิใช่ช่วงมรสุมคลื่นลมจึงสงบ ผมนั่งรับลมใต้เก๋งเรือที่ทำขึ้นง่าย ๆ พอบังแดด คิดอะไร
ไปเรื่อยเปื่อยเพียงครู่ใหญ่ ๆ ก็เข้าใกล้แหลมจูโหยมองเห็นสะพานท่าเรือคอนกรีตของ
เขตห้ามล่า ฯ มาแต่ไกล

 
 

ขณะมุ่งสู่เกาะลิบงมองย้อนหลังกลับไปจะเห็นเขาเจ้าไหมใกล้จุดที่ผมขึ้นเรือ

 
 

 

 
 

จุดหมายข้างหน้าคือแหลมจูโหยแห่งเกาะลิบง

 
 

             เมื่อเดินขึ้นไปยังที่ทำการผมแวะไปคุยกับ หัวหน้าเขตและบังแอผู้เชี่ยวชาญนก
ที่หาดตูบเข้ามาคุยอย่างกันเอง คุยอยู่ครู่ใหญ่ผมขอตัวเดินสำรวจรอบ ๆ ที่ทำการที่มีหาด
ทรายรายรอบไปจนถึงปลายแหลม ผมเลือกมุมใต้ร่มไม้นั่งเพลินอยู่กับการมองผืนน้ำกว้าง
แล้วปล่อยใจให้ลอยไปกับสายลมเย็น  เห็นความสงบของที่นี่แล้วนึกถึงบรรดาผองเพื่อน
ของผมที่นิยมดูนกในตอนกลางวัน พอยามค่ำก็จะมานั่งล้อมวงจิบกาแฟแลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นกันอย่างออกรส ที่จริงแล้วหากที่นี่พร้อมเรื่องน้ำจืดผมว่าน่าแคมป์ปิ้งนอนพักแรม
สัมผัสธรรมชาติมาก แต่จะว่าไปก็เป็นการดีที่จะไม่มีผู้คนพลุกพล่านนักนอกเสียจากผู้ที่
หลงใหลอยากมาสัมผัสนกอพยพเหล่านี้ด้วยสายตาของตนเอง

 
 

บรรยากาศสงบร่มรื่นบริเวณเขตห้ามล่า ฯ

 
   
 

ปลายแหลมจูโหยในยามน้ำขึ้น หากน้ำลงจะสามารถเดินไปหาดตูบที่เห็นกลุ่มทิวไม้ห่างออกไปราว 1 กม.ได้

 
 

เดินทางกลับ..
                 ผมใช้เวลานั่งเล่นที่แหลมจูโหยเกือบสองชั่วโมง น้ำเพิ่งจะเริ่มลงตอนผมกำลัง
จะกลับผมเดินไปที่สะพานท่าเรือยืนใช้กล้องสองตาส่องเห็นฝูงนกชายเลนฝูงย่อมอยู่ไกลลิบ
ทางด้านซ้ายของตัวสะพาน ผมเปลี่ยนใจบอกลุงคนขับเรือให้ออกเรือไปทางนั้นแทนที่จะ
บอกให้พาไปวนรอบหาดตูบ ถามลุงแกบอกว่าตรงบริเวณนี้เรียกว่าหาดปากคลองบ้านพร้าว
ที่หากน้ำขึ้นสูงจนท่วมสันดอนทรายปากคลองนกชายเลนฝูงใหญ่มักพากันมายืนเบียดเสียด
กันที่นี่ พอเข้าใกล้ผมใช้กล้องส่องจากเรือเห็นนกปากแอ่นหางลายราว 10 ตัว ยืนปะปนอยู่
กับนกอีก๋อยเล็กราว 20 ตัว ลอยเรือดูนกอยู่ตรงนั้นได้ครู่ใหญ่ก็บอกให้ลุงกลับฝั่ง กังวลด้วย
กับรถตู้คันสุดท้ายจะออกในราวสี่โมงเย็น เรือจึงเหหัวสู่ผืนแผ่นดินใหญ่ เป็นช่วงน้ำเริ่มลง
จึงเห็นนกชายเลนหลายฝูงเริ่มพากันทยอยมาจากที่ไหนสักแห่งพากันบินไปในทิศทางของ
แหลมจูโหย มีทั้งฝูงนกชายเลนปากโค้ง ฝูงนกน็อตเล็ก นกหัวโตสีเทา พวกมันบินกันอย่าง
อิสระเหนือผืนน้ำกว้างเป็นภาพงามที่ผมมองไม่เคยเบื่อ สำหรับผมแค่นี้ก็พึงใจแล้วสำหรับ
การมาเยือนลิบงในช่วงสั้น ๆ 
ภารกิจรับใช้หัวใจตนเองในครั้งนี้กำลังจะเสร็จสิ้นลงอีกครั้ง...
อย่างเรียบง่าย


 
   
 

กลับหน้าแรก