| |
|
ดินแดนแห่งไฟป่า
เรื่อง-ภาพ
พอพล นนทภา เขียน มิ.ย.2544 |
|
|
|
|
เราออกจากน้ำตกสะปันอีกครั้งก็เกือบห้าโมงเย็น
ถ้ามองตามกำหนดการแล้ว
เราช้าไปเกือบสองชั่วโมง
เพราะมีเหตุให้ผมต้องย้อนกลับไปน้ำตกเล็กๆ
ริมชายแดน
ไทยลาวนั้นอีกครั้งหลังจากออกเดินทางออกมาไกลโข
ขากลับในครั้งแรกเราจอดรถริมทางเพื่อถ่ายภาพ
เมื่อผมเปิดกระเป๋าออกมา
จึงรู้ว่าเลนส์มาโครไม่ได้อยู่ในช่องที่เคยอยู่เสียแล้ว
ผมลืมมันสนิท
มันอาจยังคงวางอยู่
ข้างซอกหินที่ผมวางกระเป๋ากล้องพิงอยู่ก็ได้ แต่ว่า..ก่อนออกจากน้ำตกในครั้งแรกมีรถ
นักท่องเที่ยวเข้ามาจอดต่อจากเราอีก2คัน
เราถึงเชิงเขาเมื่อดวงอาทิตย์จวนลับเหลี่ยมแนวผาสูง
พวกเราเลือกเส้นทาง
ใหม่ในการกลับสู่จังหวัดน่าน
ด้วยเหตุผลที่มองตามแผนที่แล้วระยะทางไม่ต่างกันนัก
มันพ้องกับใจของเราทั้งสามที่อยากเรียนรู้กับเส้นทางใหม่ที่ยังไม่รู้จัก
|
|
|
|
|

จากมุมมองหนึ่งของน้ำตกสะปัน(เรียกชื่อตามป้ายที่บอกในเวลานั้น)
|
|
|
|
|
จากเชิงเขาเราใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงไต่ความชันและคดโค้งสู่ช่วงสันเขา
ซึ่ง
ขณะนั้นสภาพแสงได้สลัวลงมากแล้ว
ความมืดมาเร็วกว่าที่เราคิดไว้มาก เมื่อมองไป
รอบตัวที่หุบเหวเบื้องล่างเห็นจุดเล็กๆของไฟป่าอยู่หลายจุดภาพไฟป่าเป็นภาพที่ชินตา
สำหรับผมตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาเยือนขุนเขาในถิ่นนี้
ตามแนวสันเขาเราขับรถมาได้ไม่นานฟ้าก็มืดสนิท
ไฟหน้ารถที่เปิดตั้งแต่แรก
ถูกปรับให้เป็นไฟสูงสู้กับควันไฟที่เริ่มพบว่าหนาแน่นขึ้น
ขับต่อมาได้ครู่ใหญ่ควันไฟ
ที่พบกลับหนาแน่นขึ้นผิดปกติ
เราเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางไฟป่า
ควันไฟ
จากแนวเหวเบื้องล่างลอยตัวขึ้นมาปกคลุมไปทั่วแนวสันเขาช่วงที่เรากำลังผ่าน ไฟสูง
ที่เปิดถูกส่องให้เห็นเบื้องหน้าในระยะไกลไม่เกินสิบเมตรเราไม่แน่ใจว่าระยะทางแห่ง
หมอกควันจะยาวไกลสักเท่าใด แต่หากคิดถอยหลังเราก็อาจตกเหวได้ไม่ยากกับถนน
ที่แคบพอให้รถเบียดสวน
รถยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
กลิ่นควันไฟเริ่มแทรกซึมเข้ามาในรถ
เวลาผ่านไปอย่างอ้อยอิ่ง
หากเนิ่นนานเกินไปโดยที่รถยังไม่สามารถผ่านม่านควันหนา
ไปได้ต้องเกิดปัญหาแน่
แม้รถจะเปิดแอร์แต่เหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มใบหน้า
นานจนเริ่มคิดว่าเราอาจแย่...ควันที่เห็นเบื้องหน้าก็ค่อยจางลง
เราหันมองกัน
โดยมิได้นัดหมาย
เมื่อพ้นกลุ่มควันจางออกมาเราก็เข้าสู่แนวไฟที่กำลังลามเลียหญ้า
แห้งสองข้างทาง
ยังดีที่ต้นหญ้าสูงเพียงเข่าเปลวไฟจึงไม่สูงและควันไม่มากนัก
เมื่อ
ควันน้อยจึงไม่น่าหวาดหวั่นเท่าเมื่อครู่
ควันหรือหมอกน่ากลัวเสมอบนเส้นทางที่เต็ม
ไปด้วยหุบเหว.....กับชีวิตม่านหมอกแห่งภาพลวงที่บังตา
อาจทำให้เราตกเหวชีวิตได้
ง่ายๆเช่นกัน
|
|
|
|
|

จากจุดที่จอดถ่ายภาพตลอดแนวเขาข้างหน้าคือแนวไฟที่ลุกโชน
|
|
|
|
|
เราพบสภาพม่านควันและไฟป่าเช่นนี้อีกสามครั้งภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง ความ
รู้สึกตระหนกเกิดขึ้นกับสถานการณ์ครั้งแรก เมื่อสติกลับคืนมาเราก็เริ่มชินและรู้ถึงวิธี
ที่จะเผชิญกับปัญหาจากธรรมชาติที่มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติของดงดอยในละแวกนี้
แต่ที่วิตกยิ่งกว่าก็คือเรายังไม่รู้จุดหมายปลายทางที่แน่ชัด
สภาพเส้นทางแห่งหุบเหว
มืด เปลี่ยวและร้างผู้คน ไร้ซึ่งรถแม้สักคันที่จะวิ่งสวนทำให้เรายังรู้สึกวิตก
ดูเหมือนว่าเวลานี้เราผ่านด่านแห่งเปลวเพลิงและม่านควันมาได้ไกลพอสมควร
แต่ขุนเขาที่เห็นอยู่โดยรอบยังมีจุดของไฟป่าคุโชนให้เห็นอยู่ตลอดทาง
เมื่อผ่านถนน
ช่วงหักศอกช่วงหนึ่งออกมาเราก็พบเข้ากับไฟป่าที่กำลังเกลี้ยวกลาดที่ขุนเขาเบื้องหน้า
ห่างออกไปทางขวามือ เปลวเพลิงที่กำลังโหมรุนแรงอยู่นี้ไม่ธรรมดาเลย
|
|
|
|
|

ไม้ยืนต้นดูเล็กไปถนัดตา
|
|
|
|
|
เมื่อรู้ว่าอยู่ห่างจากอันตรายเราจึงจอดรถเพื่อหยุดถ่ายภาพ
จากภาพที่ผมเห็น
ในช่องมองคงเป็นสภาพที่ไม่แตกต่างกับเส้นทางแห่งไฟป่าที่เราผ่านมา
ไฟไหม้ด้าน
ล่างแล้วควันลอยสู่เบื้องบนปกคลุมแนวถนนบนสันเขา
รถคาริเบี้ยนสีแดงและอีกสามชีวิตเคลื่อนตัวต่อไปในความมืดอย่างเงียบเชียบ
ทิ้งภาพแสงสว่างที่ยังลุกโชนไว้เบื้องหลัง
ไม่นานเราก็พบกับหมู่บ้านที่ปิดไฟกันมืด
สนิท ในราวสามทุ่มเราจึงเข้าสู่อำเภอสันติสุขอันเงียบสงบของจังหวัดน่าน รถยังคงวิ่ง
ฝ่าความมืดต่อไปตามป้ายบอกทางสู่อำเภอเมือง...
|
|
|
|
|

ภาพไฟป่าที่พบได้เสมอแม้ในเวลากลางวัน
|
|
|
|
|
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่กำลังแห้งแล้งของปี2537ตอนนั้นผม
เริ่มสนใจดูนก เรา3คนไปที่นั่นเพื่อเที่ยวชมความงามของดอกชมพูภูคาและต้นปาล์ม
โบราณด้วย จากนั้นจึงมุ่งสู่อำเภอบ่อเกลือเหนือดูการทำเกลือของชาวบ้านแล้วจึงแวะ
น้ำตกสะปันต่อ และที่นั่นเองที่ผมทำเลนส์หาย
ขากลับเราเลือกกลับอีกเส้นทางโดยมิได้เอะใจว่าเป็นเส้นทางที่เงียบ
เปลี่ยว
ในยามค่ำคืน กอรปกับช่วงนั้นเป็นช่วงแล้งที่ชาวบ้านลอบเผาไฟป่ากันถี่จึงทำให้ผม
และเพื่อนได้พบกับเรื่องราวที่ตื่นเต้น
ติดตา
.....จนดูเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านพ้นมาเพียงไม่กี่วัน
|
|
|
|
|
|
|
|