ลูกชาย ไอ้มดแดง และนกกระเต็นปักหลัก
เรื่อง-ภาพ พอพล นนทภา
เขียน ก.ค.2544

 

            ผมกับลูกชายออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้า ผมตั้งใจจะพาแกไปดูนกโดยมีจุดหมายปลายทาง
อยู่ที่ลำคลองสะอาดเส้นหนึ่งในเขตอำเภอเมืองนครนายก ครั้งนี้คงเป็นอีกครั้งที่ผมอยากให้ลูกชาย
ได้มีโอกาสสัมผัสธรรมชาติบ้าง หลีกหนีชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมทั้งจากที่โรงเรียนและที่บ้าน พยายาม
ให้แกมีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับทุ่งนาหรือป่าเขาเท่าที่จะทำได้...แต่เด็กก็คือเด็ก โลกของแกต่างจาก
โลกของผู้ใหญ่ลิบลับ  โลกวัยเยาว์นั้นอิสระ บริสุทธิ์และเต็มล้นไปด้วยจินตนาการ

          
เห่หม่าดือ...ช็อกกา..เสียงเพลง"ไอ้มดแดง"จากเทปที่ผมเองก็จำขึ้นใจมาตั้งแต่ยังเด็ก
แกกำลังเห่อเพราะผมเพิ่งซื้อให้แกเมื่อไม่กี่วัน  แปลก..นานมากจริงๆที่ผมรู้จักเพลงนี้  ฝันของ
เด็กคงอยากเป็นมนุษย์แปลงร่างอย่างไอ้มดแดงกระมัง  เป็นผู้พิทักษ์ที่คอยปราบปรามวายร้าย
แล้วฝันของผู้ใหญ่เล่า ต่างคนก็คงมีความฝันที่แตกต่าง
แต่สิ่งใดจะสำคัญเท่ากับการที่ได้ฝันแล้ว
ได้เริ่มออกก้าวเดินตามฝันนั้น 
สำหรับฝันของนักเดินทางคงไม่มีสิ่งใดที่จะดีไปกว่าการได้เปิด
หัวใจให้อิสระแล้วออกโบยบินไปสู่โลกอันกว้างใหญ่
           เห่หม่าดือ...ช็อกกา เสียงเพลงเดิมยังคงได้ยินขณะรถวิ่งผ่านท้องทุ่งช่านเมือง ผมหันไป
มองที่ลูกชาย เสื้อยืดสีเขียวที่แกใส่มาก็ลาย"ไอ้มดแดง"ที่แม้ทุกวันนี้จะไม่มีรายการทีวีเหมือน
เมื่อก่อน แต่ก็หาซื้อวีดีโอ วีซีดีมาดูได้ไม่ยาก แล้วลูกชายวัยหกขวบของผมก็ติดงอมแงม ที่จริง
วันนี้แกไม่อยากมากับผมด้วยซ้ำหากไม่ให้แกฟังเพลงไอ้มดแดงตลอดการเดินทาง แต่ผมก็ต่อ
รองให้พบกันครึ่งทางให้แกฟังได้เฉพาะขาไปเท่านั้น

 



เป็นภาพแรกๆที่ผมถ่ายได้จนทำให้ผมต้องกลับมาที่ลำคลองแห่งนี้อีกหลายครั้ง

             การไปนครนายกของผมในครั้งนี้ผมเลือกวิ่งตามเส้นทางแห่งท้องทุ่ง ผ่านมีนบุรี วิ่งไป
ตามถนนสุวินทวงศ์ มุ่งสู่ฉะเชิงเทราเลยแยกหนองจอก เมื่อถึงแยกที่บอกทางไปจังหวัดปราจีน-
บุรีจึงเลี้ยวซ้าย มุ่งสู่อำเภอบางขนาก ข้ามแม่น้ำบางปะกงมุ่งสู่อำเภอบ้านสร้างตามลำดับ ผมมัก
จะใช้เส้นทางนี้ในการดูนกทุ่งหลายครั้ง อากาศดี รถน้อย ภาพสองข้างทางที่เป็นทุ่งโล่งและผืน
ฟ้ากว้างจะทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว
           ระหว่างการเดินทางผมจอดรถหลายครั้งเพื่อดูนกริมถนน"โน่นนกอะไรลูก" ผมจอดรถ
แล้วชี้ให้แกดู
เหยี่ยวขาวที่เกาะยอดไม้อยู่กลางทุ่ง 
           "
นกยางครับ" แกตอบโดยไม่ลังเล
           เราดูนกกันมาเรื่อยๆไม่ช้าไม่นานก็เข้าสู่ตัวอำเภอบ้านสร้าง อำเภอเล็กๆของจังหวัด
ปราจีนบุรีผมดูเวลาเพิ่งจะเก้าโมงกว่า ผมเลี้ยวซ้ายข้ามคลองมุ่งสู่ตัวเมืองนครนายกที่จะผ่าน
ส่วนหนึ่งของอำเภอดงละคร
            รถยังคงวิ่งผ่านสองข้างทางที่เป็นท้องทุ่ง ขวามือเป็นลำคลองที่ผมเคยพบนกกระเต็น
ปักหลักเกาะบนตอไม้อยู่กลางลำคลองในช่วงใก้ลตัวเมืองนครนายกถ้าวันนี้โชคดีผมอาจได้พบ
ภาพเช่นนั้นอีก

           
รถวิ่งเข้าใก้ลตัวเมืองนครนายกมากขึ้น แต่ผมกลับเริ่มหิว มองนาฬิกาเกือบสิบโมง
ตั้งแต่เช้าตรู่ผมเพิ่งดื่มกาแฟไปถ้วยเดียว ส่วนลูกชายได้ขนมปังไปหนึ่งห่อกับนมถั่วเหลืองอีก
หนึ่งกล่อง ตรงเบาะหลังยังเหลือเสบียงอีกหลายรายการ ทั้งขนมปัง นมกล่อง คุ๊กกี้แล้วก็บะหมี่
สำเร็จรูป นึกถึงลูกแกน่าจะเริ่มหิวเช่นเดียวกับผม
            "หิวรึยังลูก"  ผมถามลูกชาย
            "หิวแล้วครับ"  แกตอบแบบไม่ลังเล
            "ขนมข้างหลังไงครับ"  ผมบอกลูก
            "ไม่เอาครับผมเบื่อ..ผมอยากกินก๊วยเตี๋ยวน้ำเส้นใหญ่ไม่เผ็ด"
            "ครับ..พ่อก็หิวเดี๋ยวเราไปกินก๊วยเตี๋ยวกันก่อน"
           ผมคล้อยตามลูกชาย อีกไม่ไกลก็จะถึงตัวเมืองนครนายก  ตรงสี่แยกไฟแดงมีร้านก๊วย-
เตี๋ยวอร่อย  ผมจะแวะที่นั่นก่อนเมื่ออิ่มแล้วค่อยย้อนกลับมาดูนกกันใหม่..แต่อีกเพียงครู่เดียว
หลังจากนั้นผมก็สะดุดตากับบางสิ่งบางอย่างริมคลองจนทำให้ต้องหยุดรถ
 




 

ปลาตัวเขื่องในปากลูกนกตัวนี้คือปลาที่พ่อแม่นกไปจับมาป้อนให้

             ไหล่ถนนริมลำคลองตรงนั้นมีต้นหญ้าคาขึ้นสูง  ซึ่งขณะนั้นแห้งกรอบตามสภาพความ
แห้งแล้งของเดือนมีนาคม  ผมต้องก้มตัวลงแล้วแทรกตัวเข้าไปในพงหญ้าแห้งเพื่อหาช่องว่าง
ที่พอจะส่องกล้องไปยังต้นไม้เบื้องหน้าที่ห่างออกไปราวสิบเมตร  ที่นั่นมีนกกระเต็นปักหลัก
เกาะอยู่สามตัว  เท่าที่ดูน่าจะเป็นลูกนกที่กำลังรอคอยพ่อแม่ของมัน 
            ผมนั่งซุ่มเงียบกริบ  มีเพียงเสียงลมที่พัดหญ้าแห้งดังกรอบแกรบ และเสียงรถยนต์ที่ดัง
คำรามผ่านไปมาอยู่ด้านหลัง  รออยู่ครู่ใหญ่นกกระเต็นปักหลักอีกตัวจึงบินมาเกาะพร้อมกับปลา
กระดี่ในปาก แรกเกาะอยู่ห่าง มองซ้ายขวาเพื่อความปลอดภัยก่อนจะบินมาป้อนให้กับลูกของ
มันตัวหนึ่งแล้วจึงบินจากไป ไล่เลี่ยกันนกอีกตัวก็บินมาเกาะแทนแล้วป้อนปลาให้กับลูกของมัน
ตัวที่ยังไม่ได้กิน
            สองพ่อแม่ผลัดกันป้อนอยู่อย่างนี้  ผมแปลกใจที่พ่อแม่นกกระเต็นรู้ได้อย่างไรว่าลูก
ของมันตัวไหนที่ยังไม่ได้ป้อนทั้งที่ตอนบินมาก็อ้าปากรอกันทั้งสามตัว  การป้อนอาหารจึงไม่ซ้ำ
กันเลย  หมุนวนจนครบอิ่มกันทั่ว
 



สามพี่น้องขณะกำลังเฝ้ารอคอยปลาจากพ่อแม่

             นกกระเต็นปักหลัก(Pied Kingfisher) Ceryle rudis หากจำแนกด้วยวิธีการสมัยใหม่
ด้วยการจำแนกจากDNAนกชนิดนี้จะอยู่ในอันดับนกตะขาบ 
(Order Coraciiformes) และอยู่
ในวงศ์นกกระเต็นขาวดำ
(Family Ceryldae) นกกระเต็นปักหลักทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย พบใน
เมืองไทย 1ชนิดย่อย  นกกระเต็นปักหลักมีพฤติกรรมการหากินที่แตกต่างจากนกกระเต็นชนิด
อื่นๆคือก่อนจะจับเหยื่อจะบินขึ้นสูง แล้วกระพือปีกถี่เลี้ยงตัวนิ่งอยู่ในอากาศ เมื่อพบเหยื่อจึงพุ่ง
ลงมาจิกบนผืนน้ำด้วยความเร็ว พฤติกรรมการเลี้ยงตัวก่อนจับเหยื่อแบบนี้นี่เองที่ถูกขนานนาม
ว่า "ปักหลัก" การล่าเหยื่อแบบนี้คล้ายการล่าเหยื่อของเหยี่ยวขาว นกกระเต็นปักหลักจะทำรังวาง
ไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน
           นกชนิดนี้จะทำรังวางไข่ตามโพลงดินริมตลิ่งสูงของแม่น้ำลำคลองที่สะอาด หรือตามเนิน
ดินที่อยู่ใก้ลแหล่งน้ำเพราะมีอาหารหลักคือปลา นกในวงศ์นกกระเต็นขาวดำ (Family Ceryldae)
มีการกระจายพันธุ์ที่กว้างขวางทั้งในทวีปอัฟริกาและทวีปเอเชีย เริ่มจากอัฟริกา ตะวันออกกลาง
อินเดีย พม่า ทางตอนใต้ของจีน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นทางตอนใต้ของไทยและ
ประเทศที่ต่ำลงไป

            หากอธิบายตามการแบ่งโซนพื้นที่ของพืช สัตว์และภูมิอากาศในโลกเป็น6เขตตามหลัก
สัตวภูมิศาสตร์
(Zoogeographic)ของวอลเลซผู้ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน
ในยุคนั้นแล้ว อาจกล่าวได้ว่า
นกในวงศ์นกกระเต็นขาวดำนั้นมีการกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในเขต
เอธิโอเปียน
(Ethiopien)และเขตโอเรียนทอล(Oriental) เท่านั้น 
 



เขตสัตวภูมิศาสตร์(Zoogeographic)
นกในวงศ์นกกระเต็นขาวดำกระจายพันธุ์อยู่ในสองเขตคือเอธิโอเปียนและโอเรียนทอล

               ผมเสียเวลาซุ่มถ่ายภาพไปเกือบชั่วโมง  ขณะซุ่มถ่ายภาพก็อดนึกถึงลูกชายไม่ได้
ป่านนี้แกคงหิวและอาจกำลังรอคอยผมไม่แพ้ลูกนกกระเต็นที่กำลังรอปลาจากพ่อแม่ของมัน
ขณะที่ซุ่มถ่ายภาพผมจึงมักแหวกพงหญ้ามองไปที่รถซึ่งจอดอยู่ใต้ร่มไม้ริมถนนที่ห่างออกไป
ราวยี่สิบเมตร
            เมื่อฟิลม์หมดม้วนผมจึงผละออกจากพงหญ้า รู้สึกคันยิบตามผิวหนัง เมื่อเดินไปถึงรถ
แล้วเปิดประตูก็เห็นลูกชายกำลังนั่งคิดอะไรเพลิน แกหันมาอมยิ้มมีเหงื่อซึมนิดๆอยู่เต็มหน้า
เป็นเพราะผมไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ให้แกซึ่งอาจมีอันตรายมากกว่าหากเกิดปัญหา ผมจึงเปิดแค่กระจกด้านที่แกนั่งไว้ครึ่งบาน
             "ไปลูก..ไปกินก๊วยเตี๋ยวกัน"  ผมรีบพูดขึ้นทันทีที่พบหน้าลูก
             "ผมอิ่มแล้วครับ"  แกตอบ
              เมื่อผมหันไปมองที่ถังขยะในรถจึงหายสงสัย ทั้งกล่องนม กล่องคุ๊กกี้ ทั้งซองบะหมี่
ที่แกคงเคี้ยวกินแห้งๆ(แบบผม)อย่างนี้นี่เองแกถึงได้อิ่ม ผมเลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าไป
หาก๊วยเตี๋ยวกินในเมือง เลือกกินแบบลูกจะได้เสมอภาคกัน  ผมเปิดกระติกตักน้ำเย็นดื่มดับ
ความกระหายคว้าได้ห่อบะหมี่บีบให้เป็นชิ้นเล็กแกะซองแล้วหยิบเข้าปาก สตาร์ทรถเปิดเครื่อง
ปรับอากาศ  กลับรถแล้วบ่ายหน้ามุ่งสู่กรุงเทพตามเส้นทางเดิม

            
วิ่งมาไดสักพักเครื่องปรับอากาศจึงเริ่มเย็น  ความรู้สึกอยากฟังเพลงจึงกลับคืนมา พอเลือกได้ม้วนถูกใจและกำลังจะใส่ลงช่องเทป ลูกชายตัวดีก็พูดขัดขึ้น
             "ไม่ได้ครับพ่อ ต้องให้ผมฟังไอ้มดแดงเหมือนเดิม"
             "ทำไมล่ะครับ ตกลงกันไว้ว่าตอนกลับต้องฟังเพลงของพ่อนี่ครับ"
             "ก็พ่ออยากทิ้งผมไปนานไม่ได้พาผมไปกินก๊วยเตี๋ยวนี่ครับ พ่อก็ผิดสัญญา"

           
รถยังคงวิ่งฝ่าเปลวแดดมุ่งสู่กรุงเทพ  ภายนอกแม้จะร้อนแต่ภายในยังคงเย็นสบายแต่ก็
อบอุ่นและอึงอลไปด้วยเสียงเพลงที่สองพ่อลูกช่วยกันร้องดังลั่นรถ 
เห่หม่าดือ...ช็อกกา..ฮ้าเม้ฮี
ไดดา..ฮ้าเม้ฮีไดดา..ไดดา..ช็อกกา...


             

BACK
(กลับห้องเรื่องสั้น)