ลูกชาย
ไอ้มดแดง
และนกกระเต็นปักหลัก |
||||
|
ผมกับลูกชายออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้า
ผมตั้งใจจะพาแกไปดูนกโดยมีจุดหมายปลายทาง |
||||
|
||||
|
การไปนครนายกของผมในครั้งนี้ผมเลือกวิ่งตามเส้นทางแห่งท้องทุ่ง
ผ่านมีนบุรี วิ่งไป ตามถนนสุวินทวงศ์ มุ่งสู่ฉะเชิงเทราเลยแยกหนองจอก เมื่อถึงแยกที่บอกทางไปจังหวัดปราจีน- บุรีจึงเลี้ยวซ้าย มุ่งสู่อำเภอบางขนาก ข้ามแม่น้ำบางปะกงมุ่งสู่อำเภอบ้านสร้างตามลำดับ ผมมัก จะใช้เส้นทางนี้ในการดูนกทุ่งหลายครั้ง อากาศดี รถน้อย ภาพสองข้างทางที่เป็นทุ่งโล่งและผืน ฟ้ากว้างจะทำให้เรารู้สึกปลอดโปร่งและผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว ระหว่างการเดินทางผมจอดรถหลายครั้งเพื่อดูนกริมถนน"โน่นนกอะไรลูก" ผมจอดรถ แล้วชี้ให้แกดูเหยี่ยวขาวที่เกาะยอดไม้อยู่กลางทุ่ง "นกยางครับ" แกตอบโดยไม่ลังเล เราดูนกกันมาเรื่อยๆไม่ช้าไม่นานก็เข้าสู่ตัวอำเภอบ้านสร้าง อำเภอเล็กๆของจังหวัด ปราจีนบุรีผมดูเวลาเพิ่งจะเก้าโมงกว่า ผมเลี้ยวซ้ายข้ามคลองมุ่งสู่ตัวเมืองนครนายกที่จะผ่าน ส่วนหนึ่งของอำเภอดงละคร รถยังคงวิ่งผ่านสองข้างทางที่เป็นท้องทุ่ง ขวามือเป็นลำคลองที่ผมเคยพบนกกระเต็น ปักหลักเกาะบนตอไม้อยู่กลางลำคลองในช่วงใก้ลตัวเมืองนครนายกถ้าวันนี้โชคดีผมอาจได้พบ ภาพเช่นนั้นอีก รถวิ่งเข้าใก้ลตัวเมืองนครนายกมากขึ้น แต่ผมกลับเริ่มหิว มองนาฬิกาเกือบสิบโมง ตั้งแต่เช้าตรู่ผมเพิ่งดื่มกาแฟไปถ้วยเดียว ส่วนลูกชายได้ขนมปังไปหนึ่งห่อกับนมถั่วเหลืองอีก หนึ่งกล่อง ตรงเบาะหลังยังเหลือเสบียงอีกหลายรายการ ทั้งขนมปัง นมกล่อง คุ๊กกี้แล้วก็บะหมี่ สำเร็จรูป นึกถึงลูกแกน่าจะเริ่มหิวเช่นเดียวกับผม "หิวรึยังลูก" ผมถามลูกชาย "หิวแล้วครับ" แกตอบแบบไม่ลังเล "ขนมข้างหลังไงครับ" ผมบอกลูก "ไม่เอาครับผมเบื่อ..ผมอยากกินก๊วยเตี๋ยวน้ำเส้นใหญ่ไม่เผ็ด" "ครับ..พ่อก็หิวเดี๋ยวเราไปกินก๊วยเตี๋ยวกันก่อน" ผมคล้อยตามลูกชาย อีกไม่ไกลก็จะถึงตัวเมืองนครนายก ตรงสี่แยกไฟแดงมีร้านก๊วย- เตี๋ยวอร่อย ผมจะแวะที่นั่นก่อนเมื่ออิ่มแล้วค่อยย้อนกลับมาดูนกกันใหม่..แต่อีกเพียงครู่เดียว หลังจากนั้นผมก็สะดุดตากับบางสิ่งบางอย่างริมคลองจนทำให้ต้องหยุดรถ |
||||
|
||||
|
ปลาตัวเขื่องในปากลูกนกตัวนี้คือปลาที่พ่อแม่นกไปจับมาป้อนให้ |
||||
|
ไหล่ถนนริมลำคลองตรงนั้นมีต้นหญ้าคาขึ้นสูง
ซึ่งขณะนั้นแห้งกรอบตามสภาพความ แห้งแล้งของเดือนมีนาคม ผมต้องก้มตัวลงแล้วแทรกตัวเข้าไปในพงหญ้าแห้งเพื่อหาช่องว่าง ที่พอจะส่องกล้องไปยังต้นไม้เบื้องหน้าที่ห่างออกไปราวสิบเมตร ที่นั่นมีนกกระเต็นปักหลัก เกาะอยู่สามตัว เท่าที่ดูน่าจะเป็นลูกนกที่กำลังรอคอยพ่อแม่ของมัน ผมนั่งซุ่มเงียบกริบ มีเพียงเสียงลมที่พัดหญ้าแห้งดังกรอบแกรบ และเสียงรถยนต์ที่ดัง คำรามผ่านไปมาอยู่ด้านหลัง รออยู่ครู่ใหญ่นกกระเต็นปักหลักอีกตัวจึงบินมาเกาะพร้อมกับปลา กระดี่ในปาก แรกเกาะอยู่ห่าง มองซ้ายขวาเพื่อความปลอดภัยก่อนจะบินมาป้อนให้กับลูกของ มันตัวหนึ่งแล้วจึงบินจากไป ไล่เลี่ยกันนกอีกตัวก็บินมาเกาะแทนแล้วป้อนปลาให้กับลูกของมัน ตัวที่ยังไม่ได้กิน สองพ่อแม่ผลัดกันป้อนอยู่อย่างนี้ ผมแปลกใจที่พ่อแม่นกกระเต็นรู้ได้อย่างไรว่าลูก ของมันตัวไหนที่ยังไม่ได้ป้อนทั้งที่ตอนบินมาก็อ้าปากรอกันทั้งสามตัว การป้อนอาหารจึงไม่ซ้ำ กันเลย หมุนวนจนครบอิ่มกันทั่ว |
||||
|
|
||||
|
นกกระเต็นปักหลัก(Pied
Kingfisher)
Ceryle rudis
หากจำแนกด้วยวิธีการสมัยใหม่ ด้วยการจำแนกจากDNAนกชนิดนี้จะอยู่ในอันดับนกตะขาบ (Order Coraciiformes) และอยู่ ในวงศ์นกกระเต็นขาวดำ (Family Ceryldae) นกกระเต็นปักหลักทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย พบใน เมืองไทย 1ชนิดย่อย นกกระเต็นปักหลักมีพฤติกรรมการหากินที่แตกต่างจากนกกระเต็นชนิด อื่นๆคือก่อนจะจับเหยื่อจะบินขึ้นสูง แล้วกระพือปีกถี่เลี้ยงตัวนิ่งอยู่ในอากาศ เมื่อพบเหยื่อจึงพุ่ง ลงมาจิกบนผืนน้ำด้วยความเร็ว พฤติกรรมการเลี้ยงตัวก่อนจับเหยื่อแบบนี้นี่เองที่ถูกขนานนาม ว่า "ปักหลัก" การล่าเหยื่อแบบนี้คล้ายการล่าเหยื่อของเหยี่ยวขาว นกกระเต็นปักหลักจะทำรังวาง ไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนเมษายน นกชนิดนี้จะทำรังวางไข่ตามโพลงดินริมตลิ่งสูงของแม่น้ำลำคลองที่สะอาด หรือตามเนิน ดินที่อยู่ใก้ลแหล่งน้ำเพราะมีอาหารหลักคือปลา นกในวงศ์นกกระเต็นขาวดำ (Family Ceryldae) มีการกระจายพันธุ์ที่กว้างขวางทั้งในทวีปอัฟริกาและทวีปเอเชีย เริ่มจากอัฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย พม่า ทางตอนใต้ของจีน และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นทางตอนใต้ของไทยและ ประเทศที่ต่ำลงไป หากอธิบายตามการแบ่งโซนพื้นที่ของพืช สัตว์และภูมิอากาศในโลกเป็น6เขตตามหลัก สัตวภูมิศาสตร์(Zoogeographic)ของวอลเลซผู้ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน ในยุคนั้นแล้ว อาจกล่าวได้ว่านกในวงศ์นกกระเต็นขาวดำนั้นมีการกระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในเขต เอธิโอเปียน(Ethiopien)และเขตโอเรียนทอล(Oriental) เท่านั้น |
||||
|
||||
|
ผมเสียเวลาซุ่มถ่ายภาพไปเกือบชั่วโมง
ขณะซุ่มถ่ายภาพก็อดนึกถึงลูกชายไม่ได้ ป่านนี้แกคงหิวและอาจกำลังรอคอยผมไม่แพ้ลูกนกกระเต็นที่กำลังรอปลาจากพ่อแม่ของมัน ขณะที่ซุ่มถ่ายภาพผมจึงมักแหวกพงหญ้ามองไปที่รถซึ่งจอดอยู่ใต้ร่มไม้ริมถนนที่ห่างออกไป ราวยี่สิบเมตร เมื่อฟิลม์หมดม้วนผมจึงผละออกจากพงหญ้า รู้สึกคันยิบตามผิวหนัง เมื่อเดินไปถึงรถ แล้วเปิดประตูก็เห็นลูกชายกำลังนั่งคิดอะไรเพลิน แกหันมาอมยิ้มมีเหงื่อซึมนิดๆอยู่เต็มหน้า เป็นเพราะผมไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้ให้แกซึ่งอาจมีอันตรายมากกว่าหากเกิดปัญหา ผมจึงเปิดแค่กระจกด้านที่แกนั่งไว้ครึ่งบาน "ไปลูก..ไปกินก๊วยเตี๋ยวกัน" ผมรีบพูดขึ้นทันทีที่พบหน้าลูก "ผมอิ่มแล้วครับ" แกตอบ เมื่อผมหันไปมองที่ถังขยะในรถจึงหายสงสัย ทั้งกล่องนม กล่องคุ๊กกี้ ทั้งซองบะหมี่ ที่แกคงเคี้ยวกินแห้งๆ(แบบผม)อย่างนี้นี่เองแกถึงได้อิ่ม ผมเลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะเข้าไป หาก๊วยเตี๋ยวกินในเมือง เลือกกินแบบลูกจะได้เสมอภาคกัน ผมเปิดกระติกตักน้ำเย็นดื่มดับ ความกระหายคว้าได้ห่อบะหมี่บีบให้เป็นชิ้นเล็กแกะซองแล้วหยิบเข้าปาก สตาร์ทรถเปิดเครื่อง ปรับอากาศ กลับรถแล้วบ่ายหน้ามุ่งสู่กรุงเทพตามเส้นทางเดิม วิ่งมาไดสักพักเครื่องปรับอากาศจึงเริ่มเย็น ความรู้สึกอยากฟังเพลงจึงกลับคืนมา พอเลือกได้ม้วนถูกใจและกำลังจะใส่ลงช่องเทป ลูกชายตัวดีก็พูดขัดขึ้น "ไม่ได้ครับพ่อ ต้องให้ผมฟังไอ้มดแดงเหมือนเดิม" "ทำไมล่ะครับ ตกลงกันไว้ว่าตอนกลับต้องฟังเพลงของพ่อนี่ครับ" "ก็พ่ออยากทิ้งผมไปนานไม่ได้พาผมไปกินก๊วยเตี๋ยวนี่ครับ พ่อก็ผิดสัญญา" รถยังคงวิ่งฝ่าเปลวแดดมุ่งสู่กรุงเทพ ภายนอกแม้จะร้อนแต่ภายในยังคงเย็นสบายแต่ก็ อบอุ่นและอึงอลไปด้วยเสียงเพลงที่สองพ่อลูกช่วยกันร้องดังลั่นรถ เห่หม่าดือ...ช็อกกา..ฮ้าเม้ฮี ไดดา..ฮ้าเม้ฮีไดดา..ไดดา..ช็อกกา... |
|
|