เชียงแสนในคืนวันอันละมุนละไม(2)
เรื่อง/ถ่ายภาพ พอพล นนทภา
เขียน-มกราคม 2545

 
 

อยู่เพียงลำพัง

 
 

        บรรยากาศอันน่านอนตรงแคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มไม้ตรงจุดดูนกนั้นทำให้ผมตัดสินใจอยู่ต่อ
โดยนัดให้โรจนEลับมารับในตอนเย็น  ผมตั้งใจว่าจะนอนเล่นบนแคร่ใต้ร่มไม้ให้หายอยาก
บ่ายแก่ๆแดดอ่อนลงเมื่อไหร่จึงค่อยเดินดูนกอีกครั้ง
        รถกระบะสีขียวอ่อนเคลื่อนตัวออกจากจุดดูนกอย่างเชื่องช้าแล้วค่อยๆหายลับเข้าไป
ในดงสาบเสือที่เบ่งบานรับแสงแดดจ้า  ผมมองนาฬิกาเวลานั้นเกือบบ่ายโมงแดดภายนอก
จึงยังแรงร้อนแต่ยามบ่ายกลางฤดูหนาวเช่นนี้กลับไม่รู้สึกร้อนนัก โดยเฉพาะตรงแคร่ไม่ไผEbr> ใต้ร่มไม้นั้นเย็นสบายด้วยลมพัดเอื้อยจนรู้สึกหนาวในบางครั้ง  แล้วความเมื้อยล้าจากการ
เดินดูนกในตอนเช้าก็เรียกร้องให้ผมเอนตัวลงนอนอย่างง่ายดายช่างสบายเหลือเกิน ผมไมEbr> ได้สัมผัสความรู้สึกและบรรยากาศดีๆเช่นนี้มานานแค่ไหนหนอ ชีวิตเมื่อตัดเรื่องวัตถุออก
จากใจบ้างความสุขก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆเช่นนี้เอง
        ผมคงจะงีบหลับไปพักใหญ่มารู้ตัวอีกครั้งก็ตอนได้ยินเสียงนกแว่นตาขาวมาร้องอยูEbr> ใก้ลๆเมื่อลืมตาแล้วหันหน้าไปมอง นกคู่นั้นกำลังเกาะกิ่งหากินกันอยู่ไม่ห่าง ผมหายงัวเงีย
ยันกายลุกขึ้นแล้วย่องเข้าไปถ่ายภาพชีวิตน่ารักคู่นั้นเก็บไวE คงเป็นคู่รักกันสินะถึงได้หากิน
อยู่เคียงกันเช่นนี้เจ้านกน้อยเอE

 
 



นกแว่นตาขาวสีทองกำลังเพลิดเพลินกับการหาอาหาร

 
 

        ผมกลับมานั่งเล่นพร้อมกับใช้สโคปส่องดูนกอีกครั้ง สภาพแสงที่เข้าด้านข้างทำใหEbr> ดูนกลำบากขึ้นแต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนกกลุ่มเดิม ดูอยู่ครู่ใหญ่เมื่อสายตาเริ่มล้าผมก็เอนตัว
ลงนอนอีก แต่คราวนี้เมื่อผมทำท่าจะเคลิ้มแขกที่ไม่ได้รับเชิญฝูงใหญ่ก็แวะเข้ามาเยี่ยม
มันคือควายฝูงหนึ่งซึ่งพากันยกพวกมาเล็มกินหญ้าอยู่รอบๆตัวผมอย่างมีความสุข  แต่ผม
ไม่สุขนัก ความระแวงที่เกือบโดนควายขวิดเมื่อคราวก่อนยังคงฝังใจ ครั้งนั้นผมไปกางบัง-
ไพรเพื่อซุ่มถ่ายภาพนกทุ่งโดยหารู้ไม่ว่าไปขวางเส้นทางที่ควายฝูงหนึ่งใช้เดินเป็นประจำ
เมื่อฝูงควายผ่านมาส่วนใหญ่เลี่ยงเดินไป  แต่มีเจ้าเขางามตัวหนึ่งหยุดแล้วมองมายังสิ่ง
แปลกปลอมที่ขวางทางอยู่อย่างเอาเรื่อง  ผมนั่งใจระทึกอยู่ภายในแอบมองผ่านช่องเล็กEbr> อย่างสุดลุ้น มันยังจ้องนิ่งส่ายหัวแล้วทำเสียงฟึดฟัดขู่และมีทีท่าจะชารEเข้าใสEbr>        ตอนนั้นใจผมเต้นตุบตับอยู่ที่ตาตุ่มแล้ว คิดอย่างเดียวว่าถ้าพี่ควายวิ่งเข้ามาผมก็จะวิ่ง
ออกไป(อย่างสุดชีวิตแน่ๆ)แต่โชคผมยังดีที่พี่เขาโง้งขี้สงสัยตัวนั้นเลือกที่จะเลี่ยงเดินออก
ไปแบบไม่พอใจนัก มันคงคิดว่านี่แค่ขู่นะคราวหน้าน้องอย่ามาขวางทางอีกแล้วกัน  โชคดี
ที่ครั้งนี้ไม่มีควายตัวไหนมองผมเช่นนั้น  มีแต่มองมาแบบไม่มีทีท่าดุร้ายอะไร กระนั้นกEbr> เถอะความฝังใจในครั้งก่อนทำให้ผมมิอาจเอนตัวลงนอนไดE ผมจึงเลือกที่จะนั่งดูอยู่เฉยEbr> แล้วรอให้แขกไม่รับเชิญฝูงนี้เดินไปหม่ำหญ้าที่อื่นต่อ  ไม่นานควายฝูงนั้นก็เคลื่อนฝูงออก
ไปหากินยังจุดอื่นเหมือนดังที่ผมวาดหวังไวE/font>

 
 



แขกที่ไม่ได้รับเชิญฝูงนี้กำลังมีความสุขกับการหม่ำหญ้า(อาจดูไกลเพราะถ่ายด้วยเลนสEุมกว้าง)
จริงๆแล้วอยู่ใก้ลแค่เอื้อม


 
 

เวลาที่ผ่านเลย

 
 

       เคยมีใครกล่าวไว้ว่าเมื่อเรามีความสุขเวลามักผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำหรับผมวันนี้กEbr> เช่นกันที่เวลาจากเที่ยงวันจนถึงสี่โมงเย็นนั้นดูจะหดสั้นกว่าปกติ  เมื่อแดดเริ่มอ่อนลง
ผมจึงเลือกที่จะเดินริมบึงดูนกไปเรื่อย ตรงสุดทางมีป้ายบอกให้เลี้ยวขวาไปยังจุดดูนกเป็ด
ผีใหญ่ซึ่งปีนี้เจ้าหน้าที่บอกว่านกได้กลับมาอีก
        ผมเดินตามคันดินไปจนถึงเพิงพักคนหาปลาซึ่งเป็นจุดดูนก ส่องผ่านสโคปอยู่พักใหญEbr> แต่ก็ไร้วี่แวว นึกถึงเมื่อสองปีก่อนผมยังจำความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสเห็นนกหายากชนิด
นี้ไดEnbsp; นกสามตัวที่ลอยอยู่เคียงกันกลางหนองบงคาย บางครั้งก็ดำหายลงไปหากินใต้น้ำก่อน
จะโผล่ขึ้นมาอีกจุด คล้ายเป็ดผีเล็กที่มีพฤติกรรมล่องหนหายตัวไปใต้น้ำจนได้สมญานามว่า
"นกเป็ดผี"

        เมื่อผมเดินย้อนกลับออกมาจนถึงริมบึงก็พบโรจนEำลังเดินดูนกใก้ลเข้ามา โรจนEวน
ผมกลับเพราะเห็นว่าเย็นมากแล้ว  เราจึงเดินกลับมาขึ้นรถตรงจุดที่ผมนอน เมื่อเดินมาจน
เกือบถึงรถผมก็ได้ยินเสียงนกชนิดหนึ่งร้องก้องมาจากกองไผ่ตายซากทางด้านขวา  เมื่อหัน
ไปมองครั้งแรกผมคิดว่าเป็นเพียงตาตุ่มไผ่แต่เมื่อยกกล้องสองตาขึ้นส่องก็เห็นนกที่มีเสน่หEbr> ด้วยหงอนตัวนี้ได้ชัด  มันคือนกจาบปีกอ่อนหงอนนกอพยพที่มักพบตามท้องทุ่งในแถบภาค
เหนือตอนบน นกยังคงร้องก้องเป็นจังหวะห่างสม่ำเสมอ ผมเดินย่องเข้าไปถ่ายได้เพียงสาม
ภาพนกก็บินจากไป  นึกเสียดายแต่นี่คือความจริง ...สิ่งดีๆมักอยู่ให้เราได้ชื่นชมเพียงชั่วครูEbr> ยามเช่นนีE/font>

 
 



นกจาบปีกอ่อนหงอนนกอพยพที่มักพบตามทุ่งในแถบภาคเหนือตอนบน

 
 

        ก่อนกลับบ้านพักที่บ้านป่ายางผมแวะดูนกบริเวณทุ่งหญ้าละเมาะตรงก่อนถึงที่ทำการ
เขตฯพบนกพบนกคอพันนกอพยพอีกชนิดยืนเกาะกิ่งไม้เด่นต้องแสงเหลืองยามค่ำให้พอไดEbr> ถ่ายภาพอีกครั้ง  และก่อนที่แสงสุดท้ายจะหมดลงผมบอกให้โรจนEับรถเลยไปดูนกอีกด้าน
ของบึง  ตรงโค้งเลยศาลาออกไปนกอีโก้งกลุ่มหนึ่งยังหากินอยู่ริมถนนอย่างคุ้นชินอยู่กับรถ
ที่วิ่งผ่านไปมา  แต่หากผมเปิดประตูรถลงไปเมื่อใดนกก็จะเดินหนีออกห่าง นกคุ้นชินแต่กับ
รถเท่านั้น  สำหรับมนุษยEล้วยากที่นกจะไว้วางใจแม้เราจะบริสุทธิEจเพียงใดก็ตาม

 
 



นกคอพันเกาะเด่นต้องแสงสีทองยามค่ำตรงบริเวณก่อนถึงที่ทำการเขต

 
 

ชีวิตและความฝัน

 
 

        ผมปล่อยชีวิตให้ลอยล่องไปอย่างอิสระตลอดเวลาห้าวันที่เชียงแสน การมาที่นี่ในครั้งนีEbr> จะว่าเป็นการพักผ่อนใหญ่ประจำปีของผมก็คงไม่ผิดนัก เป็นการถอดคราบ"คนเมือง"ออก
ชั่วคราวแล้วกลับเข้าหาตัวตนของตนเอง  ปล่อยชีวิตให้สงบอยู่กับบรรยากาศบริสุทธิEองชน-
บทแล้วลดชีพจรชีวิตที่เคยเร่งรีบให้มีจังหวะที่เนินช้าลง เรื่องดูนกก็มิได้จริงจังอะไรนักดูกัน
แบบสบายตามทุ่งในละแวกนั้นเหมือนเป็นการเที่ยวทุ่งเสียมากกว่า พอค่ำมาก็จะเป็นเวลา
สังสรรคEาเฮกันตามประสา โดยเฉพาะกับเจ้าบ้านทั้งสองที่เป็นกันเองจนพวกเราอยากจะ
กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหากมีโอกาส

 
 



มุมสวยมุมหนึ่งในLa valle รีสอรE

 
 


        จะว่าไปผมก็นึกนับถือเจ้าของบ้านทั้งสองอยู่ในใจที่สามรถเลือกที่จะมีชีวิตได้อย่างทีEbr> ตัวเองปรารถณา มีสถานที่ในฝันได้อยู่กับความสงบในวิถีชนบท ได้สร้างสรรคEานศิลปEละ
ยังได้ทำอะไรดีๆให้กับสังคมด้วยการสอนศิลปะให้กับเด็กในหมู่บ้าน
         ใครบางคนบอกว่า"คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะใช้ชีวิตไดEquot;ผมจึงไม่แปลกใจ
เลยว่าทำไมคนบางคนจึงทิ้งเมืองหลวงแล้วออกมาต่อสู้เพื่อความฝันแล้วเลือกใช้ชีวิตอยูEbr> ที่นีEnbsp; บนถนนของการเดินทางผมมักเจอะเจอผู้คนเช่นนีEnbsp; ผู้คนที่มีความคิดคล้ายคลึงกันและ
เลือกที่จะเดินบนถนนเส้นเดียวกัน  แต่บนถนนเส้นนี้มีน้อยคนนักที่จะเดินมาไกลจนถึงฝัน
ความฝันยังคงเป็นพลังขับเคลื่อนที่ดีของชีวิตเสมอ.......แม้บางครั้งฝันนั้นจะดูเหมือนอยูEbr> แสนไกลเพียงใดก็ตาม

 
     
 

BACK (กลับห้องเรื่องสั้น) 

 
 


Get your Free Advertising...for Thai web sites only!