บางปู และความรักของเชษฐ์
เรื่อง / ถ่ายภาพ พอพล นนทภา
เขียน เม.ย.2546

 
 

        บางปู..ฤดูหนาว 2536

 
 

          เย็นพอสมควรแล้วแต่ผมและเชษฐ์ยังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร  ชายหนุ่มยังนั่งซึมอยู่บน
เก้าอี้ สายตาเขาเหม่อมองออกไปภายนอกตัวภัตราคารของสถานตากอากาศบางปูเชษฐ์ยัง
คงครุ่นคิดอย่างหนักน้ำตาของเขาจึงได้ไหลออกมาอีกครั้ง
        "ทำไมรุจิราเขาถึงไม่รักข้าวะ ไอ้พล" เขาพร่ำประโยคนี้ออกมาไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไร
ส่วนผมยังนั่งนิ่งถอนหายใจยาวและมองเพื่อนอย่างเห็นใจ แต่ผมก็ไม่รู้จะสรรหาถ้อยคำใด
มาปลอบเขาอีกแล้ว พร่ำเสร็จเชษฐ์ก็ยกแก้วเหล้าสีเข้มยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
        " เฮ้ย..เบาหน่อยเชษฐ์แค่นี้เอ็งก็จะแย่อยู่แล้ว" ผมบอกเขาให้เบาความถี่และความ
เข้มข้นในการดื่มลงบ้าง หลังจากก่อนหน้านี้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงเขาเพิ่งเดินโผลเผลหลบไป
อาเจียนที่ห้องน้ำมา  แต่นั่นกลับทำให้เขาดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีก
         " ข้าขอสักวันเถอะวะเพื่อน " เขาตะคอกเสียงดังใส่ผม ดีที่ว่าเป็นวันธรรมดาที่ผู้คน
ไม่มากนัก ไม่เช่นนั้นเสียงของเขาต้องทำให้โต๊ะข้างๆ หันมามองตาขวางแน่ มีเพียงนก
นางนวล 2-3 ตัวที่บินโฉบเข้ามาแสดงท่าทีตกใจแล้วบินหนีไป
         " เชษฐ์ดูสิ..เสียงของเอ็งนกยังตกใจ " ผมแกล้งพูดกระเซ้า
         " ช่างหัวนกมันปะไร ลองให้มันเจ็บแบบข้าบ้างสิวะ " เขาย้อนผมเสียงขุ่นอีกครั้ง
หาเรื่องผมยังไม่พอยังไปพาลกับนกนางนวลเข้าอีก ทั้งที่ความจริงแล้วเขาก็เป็นคนที่รัก
สัตว์คนหนึ่ง..เพื่อนนะเพื่อนในยามเศร้าอะไรก็ดูขวางหูขวางตาไปหมด
          เชษฐ์เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าพยายามควบคุมจิตใจให้มากขึ้น คราวนี้เขายกเหล้า
เทลงแก้วจนเกือบเต็ม ใส่น้ำแข็งแล้วรินโซดาเพียงเล็กน้อยแต่ก็เกือบล้นแก้ว แต่แทนที่
จะยกขึ้นดื่ม เขากลับลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากโต๊ะ
          " จะเดินไปไหนวะเชษฐ์ " ผมร้องตามหลังเขาด้วยความสงสัย

 
 

 
 

          อันที่จริงผมเข้าใจจิตใจของเชษฐ์ดีและรับรู้เรื่องราวความรักของเขามาตั้งแต่ต้น
เกือนสี่ปี่ที่คบกับรุจิรามันทำให้หัวใจของเขาถลำลึกลงสู่หุบเหวของความรักที่ยากจะป่ายปีน
ขึ้นมาได้ง่ายๆ ทั้งที่เชษฐ์เองก็พอจะรู้ว่าหญิงสาวมิได้คบเขาเพียงคนเดียวแต่มันยิ่งเหมือน
การแข่งขันที่หากพลาดหวังก็จะยิ่งเจ็บหนัก เมื่อเหตุการณ์ดำเนินมาสุดปลายทางที่รุจิรา
จำเป็นจะต้องเลือก หญิงสาวกลับเลือกอีกฝ่ายที่พรั่งพร้อมกว่า ต่างกับเชษฐ์ที่เป็นพนักงาน
บริษัทธรรมดาแม้จะขยันขันแข็งในการงานและมุ่งมั่นสร้างตัวเพื่อคนที่เขารัก
          สำหรับเครื่องดื่มมึนเมาเขาสัมผัสบ้างเพื่อเข้าสังคมกับเพื่อนๆ และผมก็ไม่เคยเห็น
เชษฐ์ดื่มมากมายอย่างวันนี้มาก่อน " คอยดูนะเพื่อนข้าจะรวยให้ได้ " เป็นอีกประโยคหนึ่ง
ที่เขามักพร่ำในวันนั้น

 
 

 
 

สภาพห้องพักของสถานตากอากาศบางปูในอดีต จะมีห้องพักเรียงกันราว 5 - 6 ห้องอยู่ทั้งสองฝั่ง
ทิศตะวันออกและตะวันตก เวลาจะเดินไปรับลมชมวิวที่บริเวณสะพานที่เชื่อมเข้าหากันจะต้อง
เดินผ่านห้องพักเหล่านี้ ที่หน้าห้องจะมี ห่วงชูชีพลายขาวแดงแขวนไว้

 
 

         เมื่อเห็นเชษฐ์ลุกเดินออกจากโต๊ะไปเช่นนั้นผมจึงไม่รีรอที่จะเดินตามเขาไปทันที
เขาเดินเหม่อมองทะเลถือแก้วเหล้าผ่านหน้าห้องพักที่ผนังเป็นไม้ฝาทาสีขาวเรียงเป็น
แนวยาวหลายห้อง และที่หน้าห้องพักจะมีห่วงชูชีพลายขาวสลับแดงแขวนทิ้งช่วงอยู่เป็นระยะ
ห้องพักเหล่านี้มีไว้ให้เช่าพักผ่อน ในอดีตเคยใช้เป็นที่พักฟื้นของเหล่าทหารหาญ
          ห้องพักเรียงเป็นแถวนี้จะมีอยู่สองฝั่งทางทิศตะวันตกและทิศตะวันออกขนานกันไป
ที่สุดปลายห้องจะถูกเชื่อมด้วยสะพานคอนกรีตเข้าหากันคล้ายเป็นระเบียงให้ผู้คนได้มา
ยืนพักผ่อนสูดอากาศรับลมเย็น และชมฝูงนกนางนวลที่จะมาเยี่ยมเยือนในทุกฤดูหนาว
แต่สะพานเชื่อมนี้ได้หักพังลงก่อนหน้านั้นนานแล้ว
         และเชษฐ์เพื่อนของผมกำลังเดินผ่านห้องพักมุ่งเข้าใก้ลช่วงสะพานที่หักพังลง
ผมเร่งฝีเท้าให้ทันเขาที่หยุดยืนอยู่สุดทางแล้ว..เบื้องหน้าเขาคือซากสะพานและผืนน้ำ
          " เชษฐ์ เอ็งจะทำอะไรของเอ็งน่ะ " ผมร้องถามเพื่อนด้วยความสงสัย
          " ขอข้านั่งอยู่คนเดียวสักพักเถอะเพื่อน ข้าขอร้อง ข้าไม่ทำอะไรอย่างที่เอ็งคิดหรอก
ข้าอยากอยู่เงียบๆ "
เขาพูดด้วยแววตาและน้ำเสียงที่วิงวอน แล้วเชษฐ์ก็นั่งลงกับพื้นสะพาน
หย่อนขาห้อยลง ยกเหล้าขึ้นจิบแล้ววางลงกับพื้น

 
 

 
 

สภาพสะพานช่วงที่เชื่อมเข้าหากันที่ได้พังลงตามกาลเวลา

 
 

          ผมจึงค่อยๆ ถอยออกมาตามคำวิงวอนของเพื่อน ระหว่างเดินกลับมายังโต๊ะผมอด
ไม่ได้ที่จะทดลองยกชูชีพขาวแดงที่แขวนอยู่ที่ฝาฝนังว่ายังสามารถปลดได้อย่างรวดเร็ว
อยู่หรือไม่ เพราะยังไม่ไว้ใจในพฤติกรรมของเพื่อนนักแม้ว่าช่วงนั้นน้ำจะยังไม่ขึ้นสูงก็ตาม
          กลับมาถึงโต๊ะเด็กหนุ่มพนักงานเสิร์ฟที่ดูแลโต๊ะในโซนที่เรานั่งเดินมาถามผมด้วย
ความห่วงใย ความจริงเขาคงจะเฝ้ามองเหตุการณ์ที่เกิดกลางที่โล่งแจ้งนี้มาตลอด
          " เพื่อนพี่เป็นอย่างไรบ้างครับ " เขาถาม
          " ไม่มีอะไรหรอกน้องเขาอยากอยู่เงียบๆ น่ะ น่าเห็นใจมันถูกโกงแทบหมดตัวเลย"
ผมตอบเพื่อรักษาหน้าเพื่อนเอาไว้ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขากำลังเจ็บช้ำเพราะความรัก
          " เพื่อนผมก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกันพี่ แต่ว่ามันอกหัก " เด็กหนุ่มพูดแล้วมอง
หน้าผม เขายิ้มๆ เหมือนหยั่งเชิง
          " เอาอย่างนี้ ถ้าเพื่อนพี่กระโดดตูมลงไปเมื่อไหร่ รีบวิ่งไปกับพี่ คว้าห้วงยางชูชีพ
แล้วกระโดดลงไปช่วยเพื่อนพี่ด้วยกัน เพื่อนพี่มันตัวใหญ่คนเดียวคงเอาไม่ไหว"
ผมร้องขอ
ความช่วยเหลือ
          " ได้ครับพี่เรื่องช่วยคนผมชอบ ผมจะช่วยมองเพื่อนพี่ไม่ให้ละสายตาเลย..ว่าแต่ว่า
เพื่อนพี่น่าสงสารนะ "
ชายหนุ่มตอบรับอย่างมีน้ำใจ ว่าแล้วเขาก็ผสมเหล้าให้ผมก่อนจะผละ
ไปยืนห่างๆ เพื่อจับจ้องสายตาไปที่ชีวิตหนึ่งซึ่งยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น

 
 

 
 

         เวลาผ่านไปช้าๆ ผมยังเฝ้ามองและรอเชษฐ์อยู่ที่โต๊ะอาหาร ภาพที่มองผ่านช่องราว
สะพานออกไปยังเห็นเขานั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น นานครั้งจะยกแก้วเหล้าขึ้นจิบสักที ภาพคนหัวใจ
สลายนั่งคู่กับสะพานที่ล้มพัง..ทั้งสองสิ่งดูจะมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกันแม้สักนิด
         " เชษฐ์..ความรักของเอ็งมีสภาพไม่ต่างจากสะพานนั่นหรอก ร้องไห้ให้มันสาแก่ใจ
เถอะเพื่อน แล้วเอ็งจะได้สบายใจ "
ผมพึมพำกับตัวเองต่อภาพที่เห็นเบื้องหน้า

         ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเชษฐ์ก็เดินกลับมาพร้อมแก้วเปล่าพร้อมรอยยิ้มแห้งๆที่ระบาย
อยู่บนใบหน้า
         " พอจะทำใจได้บ้างแล้วว่ะ " เขาพูดเสียงอ่อย
         " ดีแล้วหละเพื่อนค่อยๆ ทำใจเรื่องแบบนี้คงไม่มีใครหักใจได้ง่ายๆ " ผมพูดปลอบ
         วันนั้นกว่าเราจะกลับก็ค่ำมากแล้ว ลุกจากโต๊ะผมให้ทิปเด็กหนุ่มพองาม และก่อน
จะเดินออกมาผมหันกลับไปมองสะพานที่หักพังรอการซ่อมสร้างขึ้นใหม่...คงไม่ต่างจาก
หัวใจของเชษฐ์ที่กำลังรอใครสักคนเข้ามาซ่อมแซมให้กลับมาดีดังเดิม

 
 

 
     
 

         หลังจากเหตุการณ์วันนั้นผ่านไปไม่ถึงปีเชษฐ์ก็ตัดสินใจลาออกจากงาน เขาก็หอบ
เงินก้อนที่สะสมไว้ หอบหัวใจที่ยังไม่หายช้ำ ทิ้งอดีตทั้งหลายไว้เบื้องหลังมุ่งหน้าสู่แดนไกล
เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั่น..จากนั้นผมก็แทบไม่รับรู้ข่าวคราวของเขาเลย

 
 

บางปู ต้นปี 2546

 
 

         เชษฐ์กลับมาเยี่ยมเมืองไทยในช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อพักผ่อนและจัดการธุระบางอย่าง
ก่อนจะกลับไปดูแลร้านอาหารไทยเล็กๆที่คนแน่นร้านทุกวันของเขาในออสเตรเลีย สำหรับ
ผมรู้สึกยินดีและแทบไม่อยากเชื่อว่าเขาจะสามารถนำพลังจากความผิดหวังไปปรับเปลี่ยน
สู่ความรุ่งเรืองในชีวิต แต่กว่าที่เชษฐ์มาถึงจุดนี้เขาต้องใช้ความอดทน หลักเอาเบาสู้กับงาน
และดิ้นรนทุกวิถีทาง จากพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารไทย มาสู่เจ้าของซุ้มเช่าขายของเบ็ด-
เตล็ดติดสวนสาธารณะ จนกระทั่งเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารไทยที่มีลูกค้าคับคั่งในที่สุด
         เชษฐ์พบรักใหม่กับหญิงสาวไทยที่จากบ้านเกิดไปสู้ชีวิตในต่างแดนเช่นเดียวกับเขา
ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างเรียบง่ายและมีลูกชายวัยสี่ขวบเป็นพยานในความรักของกันและกัน
         เรานัดพบกันที่บางปู ผมชวนเขาไปนั่งโต๊ะฝั่งตะวันตก ถ้าจำไม่ผิดมันใก้ลเคียงกับ
ตำแหน่งที่เราเคยนั่งเมื่อสิบปีก่อน
        " เข้าใจเลือกที่นั่งเหลือเกินนะเพื่อน " เชษฐ์พูดแล้วยิ้ม
        " ที่ตรงนี้แหละดีจะได้รื้อฟื้นความหลัง " ผมพูด เขายิ้มแล้วเอี้ยวตัวมองสำรวจไปรอบๆ
        " ไม่เหลือเค้าเดิมเลยนะ ข้าคิดถึงสะพานพังๆ ตรงนั้น " เขาพูดขณะจ้องมองไปยัง
ตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นสะพานหักในครั้งอดีต

 
 

 
 

อีกมุมหนึ่งของสะพานในยามน้ำลง ภาพนี้ถ่ายตอนที่สะพานเพิ่งหักพังลงในช่วงแรกๆ

 
 

           " ไม่อยากเชื่อว่าวันนั้นข้าจะเมาหัวราน้ำทำตัวเหมือนพระเอกหนังไทย ปกติเอ็งก็
รู้นี่ว่าเรื่องเหล้ายาข้าน่ะแค่พอจิบๆเวลาสังสรรค์กับเพื่อนฝูง "
ผมฟังเขาสาธยายแล้วก็อดยิ้ม
ไม่ได้ เชษฐ์เองก็ยิ้มแล้วยกแก้วเบียร์ขึ้นชนแก้วกับผม
           " ยินดีกับความสำเร็จของเอ็ง..แล้ววันนี้จะมีเหตุการณ์แบบวันนั้นรึเปล่าล่ะ " ผมพูด
ขณะชนแก้ว
           " วันนี้ถ้าข้ากินเบียร์เกินสองขวดก็คงจะแย่แล้ว ไอ้ที่เมาเละแบบวันนั้นชาตินี้คงจะ
มีให้ดูแค่หนเดียว "
เขาจิบเบียร์แล้วหัวเราะ
           " แน่นะ "
           " เออสิวะ " เชษฐ์พูด แล้วเราต่างก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน
           เวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรายังนั่งคุยกันอย่างออกรส มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมถามเขาว่า
           " ถามจริงๆ เถอะยังคิดถึงรุจิราอยู่หรือเปล่า "
           " วันดีคืนดีข้าก็คิดถึงเหมือนกัน จะว่าไปมันก็เหมือนเป็นรักแรกของข้าและข้าก็เชื่อ
ว่าเธอก็รักข้าเหมือนกัน มีสิ่งดีๆมากมายที่เธอดีต่อข้าจนยากจะลืม เพียงแต่เมื่อเธอตัดสินใจ
ก็ต้องมีอีกฝ่ายเสียใจ เพราะเหตุนี้ข้าถึงไม่อยากอยู่เมืองไทย ไม่อยากได้ยินคำขอโทษของ
ใครที่จะทำให้ยิ่งเจ็บ "
  พูดจบเชษฐ์ก็ดื่มเบียร์เข้าไปอึกใหญ่
           เรานั่งคุยกันจนกระทั่งภาพงามของดวงอาทิตย์ลับหายไปจากขอบฟ้าจึงลุกจากโต๊ะ
เชษฐ์หน้าแดงเพราะไม่ได้ดื่มมานาน และการคุยที่ออกรสจึงทำให้เขาก็ดื่มมากกว่าที่ตั้งใจ
เอาไว้เล็กน้อย

 
 

 
 

ภาพสวยในยามค่ำของสะพานสุขตาเมื่อสิบปีก่อน ราวสะพานไม้ และไฟโคมกลมที่ยืนส่องแสงอยู่อย่างเหงาๆ

 
 

         เราเดินมาตามสะพานเพื่อขึ้นรถ บนฟ้าฝูงนกนางนวลธรรมดายังบินว่อนส่วนใหญ่บน
หัวผลัดขนเป็นสีน้ำตาลเข้มแล้ว อีกไม่นานพวกมันก็จะอพยพกลับ เช่นเดียวกับเชษฐ์ที่จะ
ออกเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า บางครั้งสองชีวิตมาพบกันก็เพื่อพบแล้วพราก เพื่อที่จะ
ให้โชคชะตากำหนดวันเวลาที่จะได้กลับมาพบกันอีก..หรือบางทีอาจจะไม่มีวันนั้นเลย
         เราเดินมาเรื่อยๆ บางปูในยามค่ำวันนี้ผู้คนยังพลุกพล่าน มันทำให้ผมนึกถึงบรรยากาศ
เก่าๆในวันนั้นขณะเดินมากับเชษฐ์ สะพานทอดยาวที่เงียบสงบกับโคมไฟกลมคลาสสิกที่
ยืนส่องแสงอยู่อย่างเหงาๆ ท่ามกลางบรรยากาศท้องฟ้ายามค่ำที่สวยเหลือเกิน  สำหรับวันนี้
สถานตากอากาศบางปูถูกสร้างขึ้นใหม่ ให้มั่นคงแข็งแรงด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมตามยุค-
สมัยไม่ต่างกับเชษฐ์ที่ดูภูมิฐานมั่นคงแทบไม่เหลือเค้าเดิมในวันวาร..วันเวลาได้ทำหน้าที่
ถมทับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมาให้เหลือไว้เพียงความทรงจำ

 
 

กลับหน้าแรก  ห้องเรื่องสั้น